มูเตลู คืออะไร มีที่มาจากไหน ทำไมใครๆก็หันมาทำสายมู

สายมูเตลู คืออะไร ? คำว่ามูเตลูเริ่มเป็นคำฮิตติดเทรนด์ตั้งแต่ช่วงที่ตะกรุดแฟชั่นหรือกำไลข้อมือเครื่องรางเริ่มมาแรง ด้วยความที่บรรดานักแสดง ศิลปิน เซเลบคนดังต่างหันมาใส่เครื่องรางจากแบรนด์อย่าง ไลลา อมูเลต ที่ผสมผสานเครื่องรางตามความเชื่อแบบไทยเข้ากับแฟชั่นได้อย่างลงตัวและสวยงาม สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันจนคนทั่วไปเริ่มไปตามหามาบูชากันบ้าง กลายเป็นเทรนด์ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง และเป็นที่มาของชื่อเรียกติดปากว่า กำไลมูเตลู ที่หาซื้อได้ทั่วไปทั้งจากร้าน Official หรือจากร้านค้าออนไลน์ก็มีขายกำไลนำโชคเหล่านี้เช่นกัน

ซึ่งคำว่ามูเตลูนั้น เชื่อว่ามีที่มาจากชื่อภาพยนต์เก่าอายุกว่า 25 ปีของอินโดนีเซียเรื่อง “มูเตลู ศึกไสยศาสตร์” เนื้อหาของภาพยนต์เรื่องนี้เกี่ยวกับหญิงสาวสองคนที่ใช้มนต์ดำมาสู้กันเพื่อแย่งชิงชายหนุ่มคนหนึ่ง อีกทั้งในภาพยนต์ยังมีการท่องคาถาที่เริ่มด้วยคำว่ามูเตลูด้วย ความหมายของมูเตลูในเวอร์ชั่นภาพยนต์จึงสื่อถึงไสยศาสตร์ มนต์ดำ และคุณไสยนั่นเอง

ขณะที่ความเชื่อของไทยในปัจจุบันที่มีการนำคำนี้มาใช้นั้น สายมูเตลู คือการบูชาและความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เครื่องราง ของขลัง ไปจนถึงพิธีกรรมต่างๆ ที่มีความหมายเชิงบวก สื่อถึงการเสริมดวงชะตาชีวิตด้านต่างๆ ทั้งการเรียน การงาน การเงิน ความรัก ดึงดูดทรัพย์และโชคลาภ ไปจนถึงการคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย จากความเชื่อนี้ทำให้เรานำคำว่ามูเตลูมาใช้ในแง่บวก ทั้งการไปไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบูชาเครื่องราง การเสริมดวงชาตา เสริมโชคด้วยพิธีกรรมต่างๆ ไม่ได้หมายความถึงกำไลสำหรับสายมูเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นกระแส "มูเตลู" ในประเทศไทย

เริ่มแรกคำว่า “มูเตลู” เป็นกระแสอยู่ในความสนใจของคนไทย ช่วงที่มีการบูชาเครื่องรางของขลังอย่างตะกรุด กำไลเสริมดวง หินสีมงคล ทำให้คำว่าสายมูเริ่มใช้กันแพร่หลาย (แม้อาจมีความหมายผิดเพี้ยนไปจากหนังต้นเรื่อง มูเตลู ศึกไสยศาสตร์ ที่เน้นเฉพาะเรื่องไสยศาสตร์) โดยเฉพาะเมื่อคนดัง ดารา นักแสดง หรืออินฟลูเอนเซอร์บนโลกออนไลน์ หันมาบูชาและใช้เครื่องรางของขลัง ของนำโชค ของเสริมดวง ที่เชื่อว่าจะช่วยดูดทรัพย์ ส่งเสริมเรื่องการงาน การงาน และความรัก ก็ยิ่งทำให้หลายคนสนใจหาของนำโชคเหล่านั้นมาบูชาด้วย พร้อมๆ กับการเติบโตของธุรกิจสายมูเตลู

มูเตลู

เครื่องรางสายมูเตลู มีอะไรบ้าง?

ไม่เพียงเครื่องรางของขลัง หรือของนำโชคที่มีไว้สำหรับบูชาเท่านั้น แต่ยังพัฒนามาสู่เครื่องประดับแฟชั่น เช่น สร้อยข้อมือ กำไลหินสี จี้สร้อยคอ รวมถึงเลขต่อท้ายไลน์ และวอลเปเปอร์เสริมดวงบนหน้าจอมือถือ ฯลฯ

แต่ทั้งนี้ มูเตลูที่คนไทยนิยมกันอย่างแพร่หลายนั้น มักจะเป็นการเสริมดวงในด้านบวก เพราะเชื่อว่าการบูชา หรือมีสิ่งเหล่านี้ไว้ติดตัว จะช่วยเสริมโชคชะตาทั้งเรื่องการงาน การเรียน การงาน และความรัก ช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตราย ช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย และดึงดูดพลังงานดีๆ เข้ามาหาตัวเอง โดยจะต้องควบคู่ไปกับการทำบุญ และประพฤติตนดีด้วย ทำให้หลายคนนิยมตระเวนไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพเจ้าที่เคารพนับถือ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม “มูเตลู” เป็นความเชื่อส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากในรูปแบบต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการ มูเตลู ได้กระตุ้นให้คนไทยบางคนแสวงหาการพักฟื้นทางจิตใจเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจมากขึ้นนั่นเอง

มูเตลู และไสยศาสตร์ เป็นเรื่องเดียวกันไหม

เมื่อบางส่วนของมูเตลูคือเรื่องการนับถือเทพบูชาผีและสักการะเครื่องรางของขลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองก็เป็นที่รู้จักในนามของ ‘ไสยศาสตร์’ มาอย่างยาวนาน แล้วการมูเตลูกับไสยศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกันหรือหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง สามารถเริ่มต้นหาคำตอบได้จากคำนิยามและความหมายของคำว่าไสยศาสตร์

  • ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ว่าด้วยอำนาจมืดที่มองไม่เห็น ใช้เพื่อทำร้ายผู้อื่น แต่ถ้าเทียบเคียงกับคำแปลในภาษาบาลี คำว่า ‘ไสย’ มาจาก ‘เสยฺย’ ซึ่งแปลว่า ประเสริฐ ดังนั้น ‘ไสยศาสตร์’ จึงหมายถึง ศาสตร์อันประเสริฐ
  • นอกจากนี้ นพ.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช ได้เขียนบทความไสยศาสตร์ความหมายและลักษณะพิเศษ มีใจความว่าในภาษาสันสกฤต คำว่าไสยศาสตร์ มาจากคำว่า ‘ศาสตร์’ ที่แปลว่าแขนงหนึ่งของความรู้ รวมกับคำว่า ‘ไสย’ ที่มาจาก ‘ไศวะ หรือ ศิวะ’ จึงรวมกันแล้วได้ความว่า ศาสตร์ที่มาจากพระศิวะ
  • ส่วน มานิต มานิตเจริญ ผู้เขียนพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้จำแนกประเภทของไสยศาสตร์เป็น 2 สายและให้ความหมายไว้ว่า สายแรกคือ ‘ไสยขาว’ หมายถึงวิชาลึกลับที่ใช้เวทมนตร์ไปในทางที่ดี เช่น การทำเครื่องรางป้องกันอันตราย และสายที่สองคือ ‘ไสยดำ’ หมายถึงวิชาลึกลับที่ใช้เวทมนตร์ไปในทางที่ชั่วร้าย เช่น การทำเสน่ห์ยาแฝด

จากข้อมูลข้างต้นสรุปรวมได้ว่า ไสยศาสตร์เป็นวิชาว่าความเชื่อในการใช้เวทมนตร์คาถา พิธีกรรม เครื่องรางของขลัง หรือวัตถุใดๆ ที่บูชาแล้วทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ให้ผู้อื่นเกิดความรักใคร่ ขับไล่สิ่งชั่วร้าย หรือแม้กระทั่งใช้ทำร้ายผู้อื่น ดังนั้นการจะตีตราว่าไสยศาสตร์เป็นวิชาด้านดีหรือร้ายก็ควรดูที่วัตถุประสงค์ไปพร้อมกัน

จะเห็นได้ว่าทั้งวัตถุประสงค์และนิยามของไสยศาสตร์ใกล้เคียงกับคำว่ามูเตลูเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณะโดดเด่นที่สังเกตได้จากทั้งสองคำคือ เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา และการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพท์ที่ต้องการ

จนอาจสรุปโดยย่อได้ว่ามูเตลูเป็นเพียงการตั้งชื่อใหม่ให้กับคำว่าไสยศาสตร์ เพื่อให้เข้ากับสังคมในปัจจุบัน

จากศาสนาสู่การบูชาวัตถุมงคล

ความเชื่ออีกด้านหนึ่งที่สายมูฯ จำนวนไม่น้อยศรัทธาตลอดมาคือ ‘การบูชาวัตถุมงคล’

วัตถุมงคล หมายถึง วัตถุที่ทำจากวัตถุดิบตามตำรา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไม้มงคล ดิน 7 ป่าช้า กระดูกสัตว์ หรือกระทั่งกะโหลกศีรษะมนุษย์ ทำการผ่านพิธีปลุกเสกลงอาคมให้ขลัง และมีคุณแตกต่างกันไป ทั้งด้านการคุ้มครองให้ปลอดภัย ด้านเสน่หาหรือเมตตามหานิยมให้ผู้คนนิยมชมชอบ รวมถึงด้านมหาลาภ ที่บูชาเพื่อเรียกทรัพย์นำโชคมาให้

ในมิติความเชื่อด้านการบูชาวัตถุมงคล เจ๊ส้ม เจ้าของร้านวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลังที่เปิดมายาวนานกว่า 15 ปี ในตรอกสนามพระ ท่าพระจันทร์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมูเตลูว่า

มูเตลูเป็นความเชื่อเหนือเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง เป็นอีกโลกที่วิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ไม่ได้มีความหมายแตกต่างจากคำว่าไสยศาสตร์ แค่เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกให้เข้ากับสมัยใหม่

เจ๊ส้มยังได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงวัยของกลุ่มลูกค้าว่า จงลบภาพจำเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังว่าเป็นเรื่องของคนยุคเก่าหรือคนมีอายุเท่านั้น ส่วนคนรุ่นใหม่มองว่าความศรัทธาเหล่านี้เป็นเรื่องเหลวไหลไม่น่าเชื่อถือ เพราะในปัจจุบันลูกค้าหน้าใหม่จำนวนไม่น้อยคือวัยละอ่อน ที่ต้องการหา ‘วัตถุเสริมโชค’ ให้กับตัวเอง

และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ วงการเครื่องรางของขลังเองก็มีปรับลักษณะภายนอกของเครื่องรางให้เข้ากับค่านิยมของวัยรุ่นมากขึ้น คือเปลี่ยนเครื่องรางให้มีสีสันสดใส ดูเข้าถึงง่าย ย่อขนาดให้เล็กกะทัดรัดประมาณนิ้วโป้ง และนำมาใส่กรอบใสทำเป็นเครื่องประดับจำพวกจี้ห้อยคอ หรือร้อยเป็นกำไลข้อมือให้พกพาสะดวกยิ่งขึ้น รู้จักกันในชื่อ ‘เครื่องรางวัยโจ๋’ หรือ ‘เครื่องราง 5G’ และด้วยรูปร่างหน้าตาของเครื่องรางที่เข้ากับยุค ไม่เชยหรือล้าสมัย ทำให้บางคนโดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนเลือกจะซื้อเก็บสะสมเป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัวราวกับสะสมแสตมป์

นอกจากนี้กระแสความนิยมการผลิต บูชาเครื่องรางก็ยังขึ้นอยู่กับความเป็นไปของสังคมขณะนั้น เช่น ช่วงที่มีนักแสดงสาวประสบอุบัติเหตุตกเรือเสียชีวิตในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีคนมากมายเข้ามาหาซื้อ ‘น้ำมันพรายมหาเสน่ห์’ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ได้จากศพผู้หญิงหน้าตาสะสวยจมน้ำเสียชีวิต มีสรรพคุณโดดเด่นด้านเสน่ห์ ผู้คนหลงใหล นำโชคลาภมาให้

ไม่ใช่เพียงน้ำมันพรายที่ได้รับความนิยมขึ้นจากข่าวนี้แล้ว อีกประเด็น ‘มูเตลู’ ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนี้ คงไม่พ้นเรื่อง ‘ร่างทรง’ ที่มีการกล่าวอ้างว่าสามารถนำวิญญาณของดาราสาวท่านนั้นมาลงทรงได้

สักยันต์กับการบูชาที่ปราศจากวัตถุมงคล

เมื่อกล่าวถึงการมูเตลู ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อที่เคียงคู่กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลคือการ ‘สักยันต์’

การสักยันต์ปรากฎในหน้าประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย หรือในช่วงยุคที่ยังมีสงครามบ้านเมือง โดยเอกลักษณ์คือไม่ต้องพกพาในลักษณะของวัตถุที่หิ้วห้อยคล้องคอ แต่เป็นลายน้ำหมึกที่มีการเสกคาถาลงอาคมอันเป็นสิริมงคลไว้บนผิวหนังคน มีอานุภาพให้แคล้วคลาดปลอดภัยและสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ชายที่ต้องออกไปรบ

อาจารย์สักยันต์ต้องไม่เพียงต้องมีความรู้ความสามารถด้านการลงเข็มเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้ด้านอักษรภาษาและคาถาอาคมด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เกิดผล หรือแม้ว่าจะสักผิดลายหรือสักพลาด สรรพคุณก็จะเปลี่ยน หรือเรียกว่า ‘อักษรวิบัติ’

ต่อมาเมื่อบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามต่อสู้แล้ว วัตถุประสงค์ของการสักยันต์ก็ได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเป็นวัตถุมงคลสำหรับป้องกันทหารที่ต้องออกรบให้แคล้วคลาด ก็กลายเป็นการสักเพื่อความคงกระพัน ตีรันฟันแทงไม่เข้าเวลายกพวกตีกัน หรือแม้กระทั่งสักเพื่อโอ้อวดแข่งขัน ‘ความเป็นชาย’ เมื่อค่านิยมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม ในปัจจุบันการสักยันต์ส่วนใหญ่ของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก จึงกลายเป็นการเสริมดวงชะตาในเรื่องหน้าที่การงาน เน้นไปทางการค้าให้ขายดิบขายดี ไปจนถึงสักเมตตามหานิยมให้ผู้ใหญ่เอ็นดูรักใคร่ งานจะได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

การนับถือศาสนาพราหมณ์ ดูดวงด้วยไพ่ทาโรต์ บูชาเครื่องรางของขลัง การเข้าทรงลงเจ้า จนไปถึงการสักยันต์ จะเห็นได้ว่าวิถีปฏิบัติบนความเชื่อของแต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเชื่อได้ยังมีความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวส่วนบุคคลอีกมากมายกระจายตัวอยู่ในสังคมไทยในทุกมิติ

เมื่อเราเกิดตั้งคำถาม = ลบหลู่ และเราเชื่ออย่างสนิทใจ = งมงาย หรือไม่?

ในวันที่มนุษย์มองหาคำตอบสำหรับชีวิตผ่านเทคโนโลยีและวิทยาการความรู้ หน้าที่ของความเชื่อเหนือธรรมชาติก็ถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงการเป็นที่พึ่งทางใจ ทว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่เคยหายไปจากสังคม และมีการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อปฏิบัติตามในลักษณะที่ ‘ต้องเชื่อ’ โดยห้ามตั้งคำถาม จนกลายเป็นว่าหากมีใครสักคนยกมือขึ้นถามด้วยความสงสัยจะกลายเป็นการ ‘ลบหลู่’

ขณะเดียวกันกับที่หลายคนก็ชี้หน้าบอกกับเหล่าคนที่เชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างสนิทใจว่า ‘งมงาย’

ต่างคนต่างความคิด ต่างจิตต่างมุมมอง หากนิยามความงมงายหมายถึงการเชื่ออะไรสักอย่างแบบหัวปักหัวปำโดยไม่มีข้อพิสูจน์หรือเหตุผล สำหรับเหล่าผู้คนที่ศรัทธาใน ‘สายมูฯ’ จำนวนมาก มองว่าคำสบประมาทเหล่านี้ไม่มีผลกระทบกับตน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวสายมูฯ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่ในแง่หนึ่งพวกเขาได้ลงมือพยายามกระทำการบางอย่างด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง และเสริมเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จด้วยการมูเตลู มีการนำชุดความคิดสมัยใหม่มาผสานเข้ากับความเชื่อ จนกลายเป็นเนื้อแท้แห่งความศรัทธา

พวกเขาไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจจากคำบอกเล่าหรือเรื่องราวจากปากต่อปากเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ทำการ ‘ทดลองและพิสูจน์’ ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ จนกลายเป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นความศรัทธาส่วนบุคคล

อาทิ คนรุ่นใหม่ที่ขอให้ประสบความสำเร็จในการเรียน แล้วได้คะแนนสอบและเกรดที่สูงขึ้น ขอเรื่องความรัก แล้วได้คู่รักตามที่หวัง หรือเรื่องของการเงิน ที่ได้รับโชคลาภหรือโอกาสในการทำงาน

และนอกจากวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่เบนเข็มชีวิตมาเชื่อเรื่องมูเตลูแล้ว สายมูฯ วัยทำงานก็เป็นอีกกลุ่มคนที่ได้ทำการพิสูจน์ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติก่อนจะเข้าสู่วงการลี้ลับนี้เต็มตัวเช่นกัน

มูเตลู

มันพิสูจน์ได้ จากคนที่ไม่เคยเชื่ออะไรเลย พระก็ไหว้นะ แต่ไม่เคยเชื่อ แต่มันมีช่วงหนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ตั้งแต่สักมาชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็เกิดความศรัทธา

จะเห็นได้ว่า โดยเนื้อแท้ของกระแสมูเตลูที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คือต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจหรือสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้ชีวิตประสบความสำเร็จมากขึ้น ในยุคที่การเอื้อมคว้าบางอย่างเป็นเรื่องที่ยากเกินกำลัง โดยไม่จำเป็นต้องหันหาพึ่งพาศาสนาเสมอไป

ไม่ว่าการมูฯ เพื่อเป็นแนวทางสู่แก่นของความเชื่อนั้นๆ มูเตลู เพื่อความสบายใจของตนเอง หรือด้วยเหตุผลต่างๆ ล้วนไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินได้ว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูก เพราะความเชื่อและความศรัทธาไม่มีมาตรวัดที่แน่นอน แต่เป็นเรื่องของปัจเจกที่แต่ละคนเลือกทำ